วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ประวัติฝ้าย


ประวัติของฝ้ายเท่าที่มีหลักฐานการค้นพบมีอยู่ทั้ง ๒ ด้าน คือ จากด้านโลกเก่า และโลกใหม่ 

๑) ด้านโลกใหม่ 

              ไม่มีหลักฐานว่า มนุษย์ได้รู้จักนำฝ้ายมาใช้ทำเสื้อผ้าแต่เมื่อใด เป็นแต่เพียงมีหลักฐานว่า มีผู้พบเศษผ้าที่ทำจากฝ้ายในอุโมงค์เก่าแก่ที่ฮัวคาพรีทาร์ (Huaca prietar) ที่ภาคกลางตอนเหนือของประเทศเปรู ซึ่งมีอายุก่อนคริสต์ศตวรรษถึง ๒,๕๐๐ ปี จึงเป็นการแน่นอนว่ามนุษย์รู้จักนำเส้นใยฝ้ายมาปั่นทำเป็นเส้นด้าย แล้วทอเป็นผืนผ้าก่อนนั้นมานานแล้ว และเมื่อนักสำรวจรุ่นหลังจากโคลัมบัสไปสำรวจทวีปอเมริกา ได้พบว่า ชาวพื้นเมืองของประเทศเปรู และเม็กซิโก รู้จักการทำผ้าจากฝ้ายจนเจริญแล้ว ต่อมาจึงแผ่ขยายขึ้นไปทางเหนือซึ่งเป็นภาคใต้ของสหรัฐอเมริกาขณะนี้ 

๒) ด้านโลกเก่า

              มีหลักฐานว่า สมัยพระเจ้าอะเล็กซานเดอร์มหาราช ได้เปิดเส้นทางค้าขายมาทางภาคตะวันออก และประเทศอินเดีย ซึ่งสินค้าก็มีเสื้อผ้าที่ทำด้วยฝ้าย จนอินเดียได้ชื่อว่า แผ่นดินที่มีผ้าฝ้ายเป็นเครื่องนุ่งห่ม
              สำหรับประเทศไทยนั้นได้มีการปลูกฝ้าย และปั่นทอทำเป็นเสื้อผ้ามาแต่โบราณ หลักฐานเท่าที่จะอ้างอิงได้ คือ จากพุทธบัญญัติให้พระภิกษุใช้ผ้าเป็นเครื่องห่มครองได้ ๖ ชนิด รวมทั้งผ้าฝ้ายด้วย โดยมีชื่อเป็นภาษาบาลีว่า "กัปปาสิคพัตร" ซึ่งแสดงว่า เมื่อพุทธศาสนามาสู่ประเทศไทย คนไทยรู้จักปลูกฝ้าย และทอผ้าแล้ว จากหลักฐานดังกล่าว จึงเป็นที่แน่ชัดว่า ถิ่นกำเนิดของฝ้าย คือ แถบทวีปอเมริกากลาง และทวีปเอเชียภาคใต้  การขยายตัวของฝ้าย ในระยะแรกที่ชาวยุโรปได้รู้จักฝ้ายนั้น ยังไม่เป็นที่นิยมนัก เพราะระยะนั้นชาวยุโรปรู้จักแต่ผ้าที่ทำด้วยขนสัตว์ และเส้นใยจากต้นป่านแฟลกส์ (flax) ต่อมาในราวคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔-๑๖ ซึ่งเป็นระยะที่ชาวยุโรปได้ตื่นตัวในด้านวิทยาการต่างๆ ชาวยุโรปจึงได้นิยมใช้ผ้าฝ้าย   สำหรับประเทศอังกฤษก็เช่นกัน ในสมัยก่อนโน้นได้ใช้เครื่องนุ่งห่มที่ทำจากขนสัตว์ทั้งนั้น จนกระทั่งปี ค.ศ. ๑๖๐๐ จึงได้มีการนำผ้าฝ้ายเข้าไปจำหน่าย และเป็นคู่แข่งขันของผ้าที่ทำจากขนสัตว์ ฝ้ายจึงเป็นวัตถุสำคัญทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ในระยะหลังปี ค.ศ. ๑๗๐๐ ได้มีการคิดค้นเครื่องยนต์ไอน้ำขึ้น อุตสาหกรรมปั่นด้ายก็เกิดขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ การปันด้ายทำด้วยมือ ซึ่งเป็นเพียงอุตสาหกรรมในครัวเรือนเท่านั้น

ตำนานผ้าฝ้ายทอมือ

        



            การทอผ้าฝ้ายในประเทศไทยนั้น คงมีขึ้นหลังการทอผ้าจากป่านกัญชา สันนิษฐานว่าการปลูกฝ้ายในไทยรับเอาพันธุ์และวิธีการมาจากประเทศอินเดีย และหลังจากพบว่าผ้าทอจากฝ้ายมีเนื้อนุ่ม สวมใส่สบายและย้อมติดสีดีกว่าผ้าป่านกัญชา อีกทั้งขั้นตอนและกระบวนการแยกและเตรียมฝ้ายก็ไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาน้อยกว่าการเตรียมป่านกัญชามาก ชาวไทยจึงค่อย ๆใช้ป่านกัญชาลดลงตามลำดับ ปัจจุบันแหล่งปลูกฝ้ายในประเทศไทย คือ จังหวัดเลย เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ลพบุรี ปราจีนบุรี สุโขทัย เพชรบุรี นครราชสีมา และกาญจนบุรี

       
           พันธุ์ฝ้ายในประเทศไทยมีหลายชนิด และมีฝ้ายพื้นเมืองอยู่ 2 สายพันธุ์ ซึ่งให้ปุยสีขาวอย่างที่มักพบเห็นทั่วไป และฝ้ายพันธ์ซึ่งให้ปุยสีน้ำตาลอ่อนที่ชาวบ้านเรียกกันว่าสีขี้ตุ่นหรือสีตุ่น และเรียกฝ้ายชนิดนี้ว่าฝ้ายตุ่น ฝ้ายตุ่นเป็นพันธุ์ฝ้ายที่หายากและปั่นยากกว่าฝ้ายพันธุ์สีขาว เนื่องจากมีปุยสั้นและไม่ค่อยฟูเหมือนพันธุ์สีขาว ดอกฝ้ายตุ่นมีขนาดเล็กสีน้ำตาล เส้นใยสั้น ใช้เป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการทอผ้าด้วยมือแบบพื้นเมือง ส่วนฝ้ายพันธุ์ชนิดอื่น ๆ มักใช้ทอผ้าในระดับอุตสาหกรรมผ้าที่ทอจากฝ้ายส่วนใหญ่คือ ผ้าทอจากทางภาคเหนือ ชาวล้านนาจะเริ่มปลูกฝ้ายราวเดือนพฤษภาคมและรอเก็บในเดือพฤศจิกายน นิยมเก็บฝ้ายก่อนที่ฝ้ายจะร่วงลงสู่พื้น ป้องกันไม่ให้ฝ้ายสกปรก หลังจากเก็บฝ้ายแล้วชาวบ้านต้องนำฝ้ายไปตาก เพื่อคัดเอาแมลงและสิ่งสกปรกออก ก่อนจะนำไปหีบหรืออีดในที่อีดฝ้าย แยกเอาเมล็ดออกก่อนนำไปปั่นเป็นเส้นด้าย


วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการทอผ้า



๑) ฝ้าย ฝ้ายที่ทอในปัจจุบันไม่ได้ปลูกเอง แต่จะซื้อสำเร็จรูป ซึ่งมีทั้งฝ้ายที่ย้อมสีสำเร็จและฝ้ายที่ต้องนำมาย้อมสีเอง



๒) กี่ทอผ้า การทอผ้าฝ้ายของกลุ่มสตรีบ้านเหล่าปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นการทอด้วยกี่กระตุก เนื่องจากเป็นการทอผ้าที่มีหน้ากว้าง การทอด้วยกี่กระตุกช่วยทำให้การทอผ้ารวดเร็วขึ้น โดยเพิ่มปริมาณความยาวของผ้าได้มากกว่าการทอผ้าที่พุ่งกระสวยด้วยมือ กี่กระตุกที่พบในปัจจุบันมี ๒ ขนาด คือ กี่ขนาดใหญ่ใช้ทอผ้าที่มีความกว้างมาก เวลาทอต้องใช้คน ๒ คนช่วยกันพุ่งกระสวยไปมา ส่วนกี่ขนาดที่สองเป็นกี่ขนาดเล็กซึ่งใช้แรงงานของคนทอเพียงคนเดียว
เครื่องทอผ้าพื้นเมืองที่เรียกว่า กี่ หรือหูกทอผ้า กี่ แต่ละหลังมีส่วนประกอบหลายอย่าง ซึ่งมีส่วนเชื่อมโยงกันทั้งหมดในขณะทอผ้า ส่วนประกอบต่างๆ ดังกล่าวได้แก่

- ฟืม ทำจากต้นไม้ยาวพอสมควรตามขนาดของกี่ มีด้ามสำหรับจับเพื่อใช้ดึงให้ฟืมดันฝ้ายเส้นพุ่งให้ติดกันแน่นเป็นผืน

- เขาฟืม มีลักษณะเป็นท่อนกลมๆ ยาวๆ ทำจากวัสดุหลายชนิด เช่น ไม้ไผ่ ท่อพลาสติกหรืออลูมิเนียม จำนวนของเขาฟืมจะขึ้นอยู่กับจำนวนตะกอ ถ้าผ้าที่ทอมี ๒ ตะกอ จะใช้เขาฟืม ๒ เขา ถ้าผ้าที่ทอมี ๔ ตะกอ จะมีเขาฟืม ๔ เขา เขาฟืมจะอยู่ด้านหลังของฟืมต่อกับไม้เหยียบด้านล่างใช้เชือกโยงกับเขาฟืม ซึ่งต่อเนื่องกับไม้หาบฟืมด้านบน เขาฟืมมีไว้สำหรับสลับด้ายเส้นยืนเพื่อสอดกระสวยด้ายเส้นพุ่งเข้าไปก่อนการตอกด้วยฟืม

- ไม้เหยียบ ตะกอทำจากไม้ไผ่หรือไม้สัก ขนาดกว่างประมาณ ๒-๓ นิ้ว ความยาวประมาณ ๒-๓ ฟุต สำหรับให้ผู้ทอเหยียบในขณะที่ทอเพื่อสลับเส้นฝ้าย ไม้เหยียบนี้จะอยู่ด้านล่างของกี่ เมื่อเหยียบไม้แล้วจะช่วยยกเส้นฝ้ายขึ้นลงเป็นลายขัดกัน จำนวนของไม้เหยียบจะขึ้นอยู่กับจำนวนเขาฟืมที่กำหนดลวดลายที่จะทอ ซึ่งเรียกว่าลาย ๒ ตะกอ ลาย ๔ ตะกอ

- เขี้ยวหมาหรือฟันปลา ทำจากไม้จริง ส่วนใหญ่เป็นไม้สัก เลื่อยเป็นซี่ๆ คล้ายฟันของเลื่อย ใช้สำหรับแยกฝ้ายเส้นยืนไม่ให้พันกันและง่ายต่อการคลี่ฝ้ายออกเป็นผืน

- ไม้หาบเขาและไม้หาบฟืม ทำจากไม้ไผ่หรือไม้สักขนาดใหญ่ พาดขวางอยู่บนคานของกี่ในแนวเดียวกับเขาและฟืม โดยใช้เชือกผูกโยงกับเขาและฟืม เพื่อยึดกับกี่ให้มีความแข็งแรง เนื่องจากการทอใช้แรงในการดึงเขาขึ้นลงและดึงหรือตอกฟืมเข้าออกในแนวนอน ในอดีตหลังจากการทอผ้าแล้วเสร็จในแต่ละวัน เจ้าของผลงานต้องนำผ้าที่อยู่ระหว่างการทอพร้อมอุปกรณ์การทอจากกี่ทอผ้าทั้งชุดขึ้นไปเก็บบนเรือน เพื่อป้องกันการสูญหายจากการขโมยผ้า โดยใช้วิธีถอดอุปกรณ์การทอทั้งหมดจากกี่ทอผ้า รวมกันไว้เป็นชุด หาบไว้บนไหล่แล้วเดินเข้าเรือน จึงเป็นชื่อเรียกของไม้หาบเขา หาบฟืม

- มะล้อ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับกระตุกและดันกระสวยให้พุ่งไปมา ซึ่งประกอบด้วยไม้โยกขึ้นลง ซึ่งติดอยู่กับคานที่พาดขวางบนกี่ ไม่โยกมีการถ่วง ๒ ข้าง มีแกนของไหมล้อซึ่งใช้เป็นที่จับสำหรับกระตุกไม้โยกขึ้นลง โดยผู้อยู่ข้างที่ผู้ทอมีความถนัด

- หัวนก เดิมใช้ไม้เพราะเหล็กหายาก ปัจจุบันใช้รอกซึ่งหาได้ง่าย มีความทนทาน แต่ละกี่จะใช้หัวนก ๒ อัน ผูกไว้โยงกับด้านซ้ายขวาของเขาฟืมทั้งสองอัน และคล้องกับไม้หาบฟืมด้านบน มีความสัมพันธ์กับไม้เหยียบ คือ เมื่อเหยียบไม้เพื่อลดเขาฟืมอันหนึ่งลง เชือกที่คล้องผ่านรอกหรือหัวนกจะดึงลงพร้อมกับการยกเขาฟืมอีกอันหนึ่งขึ้น เพื่อให้เกิดช่องว่างระหว่างด้ายเส้นพุ่งที่สลับกันสำหรับพุ่งกระสวยผ่านเข้าไปได้

- กระสวยและหลอดไม้ กระสวยเป็นอุปกรณ์ลักษณะยาวรี เจาะเป็นช่องตรงกลางเพื่อใส่หลอดไม้พันฝ้ายเจาะรูด้านข้าง ขนาดให้เส้นฝ้ายลอดผ่านได้ ปลายของกระสวยทั้งสองข้างอาจมนหรือแหลมตามลักษณะการใช้งาน ถ้าหัวมน เอาไว้ใช้สำหรับกี่กระตุก ส่วนหัวแหลมไว้สำหรับพุ่งด้วยมือ ในขณะที่ทอ ผู้ทอจะพุ่งกระสวยไป มา เพื่อให้เส้นฝ้ายที่พุ่งไป มา ไปขัดกับฝ้ายที่เป็นเส้นยืน หลอดไม้ใช้สำหรับพันฝ้ายเส้นพุ่ง ในขณะใช้งานจะนำไปเสียบกับกระสวย หลอดไม้ทำจากปล้องไม้ไผ่บง ซึ่งมีความหนาและทนกว่าไม้ไผ่ทั่วไป มีรูทะลุตลอดปล้องสำหรับเสียบเหล็กเพื่อยึดกับกระสวย


- ไม้สะป้าน สำหรับพันเนื้อผ้าที่ทอเสร็จแล้ว




๓) เฟือขอ มีลักษณะเป็นโครงสี่เหลี่ยมผืนผ้า อาจทำจากไม้หรือเหล็กก็ได้ โดยปลายทั้งสองข้างตามแนวนอนมีด้ามเล็กๆ ยึดติดอยู่เป็นระยะ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียงด้ายเส้นยืนตามความยาวที่ต้องการ


๔) กงกว๊าง เป็นอุปกรณ์สำหรับคลี่เส้นฝ้ายเพื่อให้ง่ายต่อการทำมาปั่นใส่กระป๋อง


๕) กระป๋องหรือหลอดฝ้ายขนาดใหญ่ กระป่องหรือโครงไม้เป็นอุปกรณ์สำหรับใช้พันฝ้าย




๖) เพียนปั่นด้าย เพียนปั่นด้ายเข้าหลอดหรือกงปั่นหลอดด้าย ปัจจุบันทำจากซี่และวงล้อรถจักรยาน ใช้สำหรับกรอเส้นฝ้ายที่เป็นเส้นพุ่งใส่หลอดไม้ไผ่ที่จะนำไปใส่ในกระสวย


๗) บันไดลิง
 บันไดลิงในอดีตมีลักษณะเป็นเถาวัลย์ ที่มีลักษณะโค้งงอเหมือนบันได ปัจจุบันบันไดลิงหายาก จึงเปลี่ยนมาใช้ไม้ตอกตะปูห่างกันประมาณ ๓ นิ้ว โดยดัดตะปูให้โค้งงอสำหรับเกี่ยวเส้นฝ้ายไว้และยังคงใช้ชื่อเรียกดังเช่นอดีต

ขั้นตอนการทอผ้าฝ้าย


ขั้นตอนการทอผ้าฝ้าย

ขั้นตอนที่ ๑ นำฝ้ายเป็นใจมาคลี่ออกใส่กงกว๊าง เพื่อนำไปพันใส่บ่าหลุกกวักฝ้าย แล้วนำมาขินหรือปั่นใส่กระป๋องหรือหลอดไม้ขนาดใหญ่ การปั่นฝ้ายใส่กระป๋อง ถ้าต้องการเส้นฝ้ายที่มีเส้นใหญ่ อาจจะปั่นครั้งละ ๒-๓ ใจ ให้เส้นฝ้ายมารวมกัน

ขั้นตอนที่ ๒ นำกระป๋องที่มีเส้นฝ้ายพันอยู่ไปเรียงตามลำดับ สี ของเส้นฝ้ายเส้นยืนตามลวดลายที่จะทอ โดยนำมาเรียงครั้งละประมาณ ๔๐ กระป๋อง จะได้เส้นฝ้ายยืนครั้งละ ๔๐ เส้น แล้วนำแต่ละเส้นไปคล้องกับบันไดลิง เพื่อไม้ให้เส้นฝ้ายพันกันและขึ้นเฟือขอต่อไป

ขั้นตอนที่ ๓
 นำฝ้ายเส้นพุ่งจากบันไดลิงมาขึ้นเฟือขอ ซึ่งเฟือขอจะทำหน้าที่สำหรับเรียงฝ้ายเส้นยืนตามความยาวที่ต้องการ และทำการสลับเส้นยืนสำหรับใช้กับตะกอเส้นขึ้นเส้นลงด้านล่างของเฟือขอเมื่อสิ้นสุด การเรียงเส้นฝ้ายจะนำแต่ละเส้นมาม้วนเพื่อให้เกิดลักษณะของการสลับเส้น สำหรับการทอยกเป็นเส้นขึ้นเส้นลงที่ด้านล่างขาวของเฟือขอ

ขั้นตอนที่ ๔ นำกลุ่มฝ้ายเส้นยืนจากเฟือขอมาขึ้นกี่ แล้วคลี่ฝ้ายเส้นยืนตามที่ได้กำหนดไว้ โดยใช้เขี้ยวหมาหรือฟันปลาเป็นตัวช่วยในการสางเส้นฝ้ายแต่ละกลุ่มเส้นออกจากกัน เส้นด้ายในการทอลายหนึ่ง เพื่อแยกเส้นด้ายในการนำไปสืบฝ้ายกับเขาฟืม

ขั้นตอนที่ ๕
 หากทอลายเดิมที่เคยทอมา ก็จะนำฝ้ายเส้นยืนใหม่มาต่อกับเศษผ้าฝ้าย หรือเชิงชายที่ตัดมาจากการทอครั้งก่อนที่เรียกว่า "เครือ" เมื่อทอผ้าเสร็จแล้ว ช่างทอจะตัดผ้าที่ทอแล้วออกจากกี่ โดยคงเหลือเศษผ้าฝ้ายหรือเชิงชายจากการทอให้ติดอยู่กับตะกอและฟืม เพื่อเป็นต้นแบบของลาย หากจะมีการทอลายนั้นในครั้งต่อไป เพื่อให้การสืบต่อลายทำได้ง่ายขึ้น เพราะถ้าไม่เก็บไว้ การเริ่มต้นขึ้นลายใหม่จะมีความยากลำบากมาก ดังนั้นช่างทอจึงต้องเก็บลายไว้ทุกเครือ เนื่องจากเส้นยืนมีความยาวมาก ก่อนทอหรือเมื่อทอไปได้สักระยะหนึ่ง เส้นยืนอาจจะพันกันได้ ดังนั้นจึงต้องคอยคลี่จัดเส้นยืนออกไม่ให้พันกัน


ขั้นตอนที่ ๖
 หลังจากการสืบลายแล้ว สามารถเริ่มกระบวนการทอได้ โดยการเหยียบไม้เหยียบเพื่อยกเขาฟืมขึ้นลง แล้วพุ่งกระสวยสอดเข้าไปในช่องว่างระหว่างเส้นยืน ให้เส้นพุ่งพุ่งไปขัดกับเส้นยืน และใช้ฟืมดันให้เส้นพุ่งอัดเรียงกันแน่น แล้วใช้เท้าเหยียบไม้เหยียบให้ตะกอเส้นยืนสลับขึ้นลง และพุ่งกระสวยกลับไปกลับมาขัดกับเส้นยืน หลังจากที่พุ่งเส้นพุ่ง ไป มา และใช้ฟืมดันให้เส้นพุ่งแน่นหลายๆ ครั้ง ก็จะได้ผ้าทอเป็นผืน แล้วนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ต่อไป

แต่งผ้าไทยให้สนุกกับ แฟชั่น 6 สไตล์

แต่งผ้าไทยให้สนุกกับ แฟชั่น 6 สไตล์


               ในช่วงสัปดาห์วันแม่ที่ผ่านมานี้ ช่อง 9 (บมจ.อสมท) จัดทำโครงการ #ห่มรักถักทอตามรอยแม่ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ และสนับสนุนส่งเสริมภูมิปัญญาชาวบ้าน อย่างเช่น การทอผ้า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของผ้าไทย จึงทำให้เราได้เห็นพี่น้องชาวไทย ร่วมใจกันสวมใส่ผ้าไทยออกมาร่วมงานกันอย่างมากมายและทำให้ได้เห็นแฟชั่นที่หลากหลายของการนำผ้าไทยมามิกซ์แอนด์แมทช์ ทั้งผ้าไหม ผ้าฝ้าย และผ้าทอ ที่ล้วนเป็นผลงานสร้างสรรค์ เช่น เสื้อเชิ้ตผ้าไหม เสื้อเกาะอก กระโปรงลายผ้าขาวม้า รวมถึงเดรสสวยงาม ดูชิคเก๋สุดๆ นี่ซิ! เจ้าแม่แฟชั่นนิสต้าตัวจริง! ซึ่งแต่ละคาแรคเตอร์ก็ให้ลุคแตกต่างกันกันไป ที่สำคัญกว่านั้น คือ ใส่ได้ทุกโอกาส  เราจึงขอรวบรวมภาพแฟชั่นเพื่อเอาใจสาวๆที่รักการแต่งตัวมากๆไว้ให้เป็นไอเดียหาชุดเก๋ๆ พร้อมวิธีแต่งอย่างไรให้สวย เริ่ด เชิด ปัง!เฉิดฉายในทุกๆวัน ไปเริ่มที่สไตล์แรกที่นำมาฝากกัน
  

สไตล์ยุค60
สีหลักของสไตล์นี้สีสดใส หรืออาจจะมีสีขาว หรือน้ำตาลอ่อน
เสื้อผ้าเน้นแนวทะมัดทะแมง อย่างกางเกงทรงแข็งๆ ดูไม่ค่อยพลิ้วไหว

เครื่องประดับสีสันสดใส ทำจากพลาสติกเป็นส่วนใหญ่


สไตล์โบฮีเมียน
- ลายดอก ลายลูกน้ำ หรืออาจจะเป็นผ้ามัดย้อม
- เครื่องประดับพวกปักดอก หรือผ้าโพกหัวลวดลายผ้าไหม

- กระโปรงเท่าเข่า หรือกางเกงผ้าฝ้าย ทรงหลวมๆ เอวต่ำ


สไตล์ฮิปฮอป
- เสื้อผ้าตัวโคร่งๆ สีสันสดใสแปลกตาแล้วก็ชอบใส่เสื้อผ้าหลายๆ ตัวซ้อนกัน
- เครื่องประดับคู่กายต้องโอเวอร์ไซส์ไว้ก่อน เพชร คริสตัล

- รองเท้าผ้าใบ กางเกง และหมวกเท่ๆ


สไตล์เฟมินิน
- สีพาสเทล อย่างชมพู ฟ้า ขาว เหลืองอ่อน
- ผ้าหางกระรอก ผ้ามัดหมี่ บางเบา

- ลายหมากจับ ลายโคมห้า


สไตล์เซ็กซี่
- เสื้อแขนกุด สายเปิดไหล่ผ้าไหม กระโปรงสั้น คุมเข่า
- สีแห่งความเซ็กซี่ คือ สีดำ สีเงิน สีทอง และสีแดง

- รองเท้าส้นสูงๆ เปลือยๆ นี่แหละเซ็กซี่ที่สุดแล้ว

สไตล์ซาฟารี
- เน้นสีและทรงผ้าตัดเย็บทรงที่ดูเข้มแข็ง ทรงตรงๆ กระโปรงยาว
- สีกากี สีเขียวอ่อน เขียวแก่ หรืออาจจะเป็นลายผ้าขาวม้า

         ผ้าไทยล้วนมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ถึงโลกจะล้ำไปยังไงความคลาสสิกก็ยังคงอยู่ ทั้งยังเหมาะกับสรีระและอากาศขอบ้านเราจึงอยากให้เราทุกคนเก็บรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นเอาไว้ และ หันมาสวมใส่ผ้าไทยกันเยอะๆ กันนะ 

ขอบคุณภาพประกอบจาก Facebook: ห่มรักถักทอดตามรอยแม่ , รายการ สืบสายใย ผ้าไทย-อาเซียน นางแบบกิติมศักดิ์ทุกท่าน และ บทความดีๆจาก Mcot-web.mcot.net